***ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 406.55 จุด แรงขายหุ้น AI ฉุดตลาด
ข่าวต่างประเทศ Saturday July 18, 2026 06:31 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (17 ก.ค.) หลังนักลงทุนเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในปีนี้ ก่อนที่แรงขายจะขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ และกดดันให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในการลงทุน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,146.42 จุด ลดลง 406.55 จุด หรือ -0.77%
ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,457.69 จุด ลดลง 76.08 จุด หรือ -1.01%
ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,520.24 จุด ลดลง 361.70 จุด หรือ -1.40%
ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตัวของสหรัฐฯ ปิดลบทั้งกระดาน และปรับตัวลงเมื่อเทียบรายสัปดาห์ โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนำตลาดปรับตัวลงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นกลุ่มแรกที่ถูกเทขาย ก่อนที่แรงขายจะขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ตลอดการซื้อขาย
ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ดิ่งลงมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปีเมื่อเทียบรายสัปดาห์ และร่วงลงแล้วกว่า 18% ในเดือนก.ค. อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงปรับตัวขึ้นเกือบ 65% นับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ดัชนีดังกล่าวปิดต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. มากถึง 20.2% ซึ่งยืนยันว่าดัชนีเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) ตั้งแต่วันดังกล่าว
นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนบางส่วนเริ่มปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับการชะลอตัวของการใช้จ่ายด้าน AI ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้จัดการกองทุนเชิงรุกบางรายได้เริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มนี้แล้ว
ในกลุ่ม Magnificent Seven ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีเพียงหุ้น Apple ที่ปิดบวก ขณะที่หุ้นที่เหลือปรับตัวลง โดยหุ้น Meta และหุ้น Alphabet ร่วงมากที่สุด 2.7% และ 3.2% ตามลำดับ
ในบรรดาหุ้นกลุ่มหลักของดัชนี S&P500 หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร และหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น ท่ามกลางสัญญาณว่าความขัดแย้งในสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยจนถึงขณะนี้มีบริษัทในดัชนี S&P500 จำนวน 49 แห่งที่รายงานผลประกอบการออกมา และ 90% ของบริษัทเหล่านี้มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลของ LSEG
ขณะนี้นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P500 จะเติบโต 26.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้ที่ 19.2% ณ วันที่ 1 เม.ย. ตามข้อมูลของ LSEG
นักวิเคราะห์ว่า แม้จะยังอยู่ในช่วงต้นของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ แต่ภาพรวมถือว่าเริ่มต้นได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า จะมีบริษัทจากอีกหลายอุตสาหกรรมทยอยประกาศผลประกอบการ แต่จนถึงขณะนี้ กลุ่มธนาคารถือว่าเป็นกลุ่มที่เริ่มต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการได้อย่างยอดเยี่ยม
หุ้น Netflix ร่วงลง 7.3% หลังบริษัทคาดการณ์ผลประกอบการต่ำกว่าที่ตลาดคาด ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของการเติบโตด้านคอนเทนต์
หุ้น Uber Technologies ลดลง 2.1% หลังประกาศเข้าซื้อกิจการ Delivery Hero ของเยอรมนี ในมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
หุ้น Intuitive Surgical ดิ่งลง 14.2% หลังผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ยังคงประมาณการการเติบโตของจำนวนการผ่าตัดด้วยระบบ da Vinci ไว้เท่าเดิม พร้อมเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงของแผนประกันสุขภาพอาจทำให้ผู้ป่วยชะลอการเข้ารับการรักษา
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนในเดือนก.ค. อย่างไรก็ตาม การเริ่มก่อสร้างบ้านเดี่ยวและการอนุญาตก่อสร้างลดลง ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เท่านั้น
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช
***ภาวะตลาดน้ำมันน้ำมัน WTI ปิดพุ่งกว่า 4% กังวลสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกระทบอุปทาน
ข่าวต่างประเทศ Saturday July 18, 2026 06:56 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันศุกร์ (17 ก.ค.) หลังสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าการขนส่งน้ำมันอาจได้รับผลกระทบ หากเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงถูกปิดเพิ่มเติม ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็เผชิญข้อจำกัดอยู่แล้ว
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 3.54 ดอลลาร์ หรือ 4.48% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 3.87 ดอลลาร์ หรือ 4.59% ปิดที่ 88.10 ดอลลาร์/บาร์เรล
ทั้งสองสัญญาปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย. และตลอดทั้งสัปดาห์ สัญญาน้ำมันทั้งสองชนิดปรับตัวขึ้นราว 16% โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์เป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน
สหรัฐฯ และอิหร่านได้ยกระดับการสู้รบในวันศุกร์ โดยสหรัฐฯ โจมตีสะพานและสนามบินในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านโจมตีโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในคูเวต นอกจากนี้ อิหร่านยังระบุว่าได้โจมตีฐานปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม รวมถึงการโจมตีโดยตรงในซีเรียเป็นครั้งแรก หลังจากสหรัฐฯ โจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านติดต่อกันเป็นคืนที่ 6
นักวิเคราะห์จาก Lipow Oil Associates กล่าวว่า ตลาดกำลังตอบสนองต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งในสัปดาห์นี้ได้ลุกลามเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านทุกคืน และการตอบโต้ของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้าน หากมีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีและได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไป เพราะเจ้าของเรือจะปฏิเสธการเดินเรือเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย
การล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก หลังอิหร่านมุ่งโจมตีเรือที่เดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว โดยก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน น้ำมันราว 20% ของอุปทานทั่วโลกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ ขณะเดียวกัน อิหร่านได้กดดันกลุ่มฮูตีให้ปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าของอิหร่าน
นักวิเคราะห์จาก PVM Oil Associates ระบุในรายงานว่า เนื่องจากซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนเส้นทางการส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ไปยังท่าเรือยานบู ผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางในทะเลแดงได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ก็จะเป็นความเสี่ยงอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนเส้นทางการส่งออกน้ำมันดิบมากกว่า 70% ของปริมาณปกติต่อวันไปยังท่าเรือยานบูริมทะเลแดง โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกจากท่าเรือดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากราว 973,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดียวกันของปีก่อน
กระทรวงกลาโหมของกาตาร์ระบุว่า กองทัพสามารถสกัดการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านได้ในช่วงเช้าวันศุกร์
ในอีกพื้นที่หนึ่งของความขัดแย้งนั้น กองทัพยูเครนเปิดเผยว่า ได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียในแคว้นยาโรสลัฟล์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช
***ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองฟื้นตัวปิดบวก $26.70 แต่ร่วงหนักรายสัปดาห์จากกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ข่าวต่างประเทศ Saturday July 18, 2026 07:16 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (17 ก.ค.) แต่ลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ดันราคาพลังงานสูงขึ้น กระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และตอกย้ำการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 26.70 ดอลลาร์ หรือ 0.67% ปิดที่ 4,018.80 ดอลลาร์/ออนซ์
ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ส่งผลให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น
นักวิเคราะห์ของ EverBank กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำคือการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ และความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
สหรัฐฯ ยกระดับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน โดยโจมตีสะพานและสนามบิน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นราว 16% ในรอบสัปดาห์ หลังเกิดการโจมตีดังกล่าว
ราคาทองคำร่วงลงแล้วประมาณ 25% นับตั้งแต่สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. เนื่องจากตลาดคาดว่า ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักส่งผลลบต่อทองคำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดทำให้โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งถัดไปลดลง แต่เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นล่าสุดอาจผลักดันให้เฟดมีจุดยืนที่เข้มงวดต่อการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักราว 58% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.
เมื่อวันพฤหัสบดี ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด กล่าวว่า เขาพร้อมสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ส่งสัญญาณชะลอตัวในระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ระบุในรายงานว่า สัดส่วนการถือครองทองคำของนักลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ และพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์ในอิหร่านและความตึงเครียดในวงกว้าง อาจเร่งให้นักลงทุนภาคเอกชนกระจายการลงทุนเข้าสู่ทองคำมากขึ้น นอกเหนือจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่าง ๆ
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช